ข่าวส.อ.ท.

ประชุม กกร. ประจำเดือน มิถุนายน 2560


คุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมดุสิตธานี โดยในที่ประชุม กกร. มองว่า เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังคงมีความกังวลต่อประเด็นด้านการเมือง ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป (การเลือกตั้งในอังกฤษในวันที่ 8มิถุนายนนี้ และเยอรมนีในเดือนกันยายน) ขณะที่ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ ซึ่งยังต้องติดตามการให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นการปรับลดขนาดงบดุลของเฟดด้วย โดยทั้งประเด็นทางการเมืองและการดำเนินการของเฟด จะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงข้างหน้า

สำหรับเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกปี 2560 ขยายตัวดีกว่าคาดที่ 3.3% โดยเป็นผลจากการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น อีกทั้ง การส่งออกในเดือนเมษายน 2560 ยังสามารถรักษาการเติบโตในเกณฑ์ดีได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของไทย กกร.จึงเห็นว่าควรจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงและใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น นอกจากนี้ ก็พร้อมที่จะหารือร่วมกับ ธปท.ถึงแนวทางในการผลักดันเครื่องมือต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทต่อไป

ทั้งนี้ กกร. ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2560 น่าจะขยายตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากปัจจัยหนุนด้านฤดูกาล ทั้งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และการเร่งตัวของคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ตลอดจนคาดว่าโครงการ EEC น่าที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น กกร.จึงยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ไว้ที่ 3.5-4.0% และคาดว่าการส่งออกจะเติบโต 2.0-3.5%

ในเรื่องการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ประเทศไทยมีผลที่ดีขึ้น ทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยมีอันดับที่ดีขึ้น 1 อันดับ (จากอันดับที่ 28 ในปี 2559เป็นอันดับที่ 27 ในปีนี้) รวมทั้งมีคะแนนสูงขึ้นมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และเริ่มมีแนวโน้มสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของทุกประเทศที่ได้รับการจัดอันดับตั้งแต่ปี 2558 หากพิจารณาเฉพาะ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการจัดอันดับนี้ ซึ่งได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว ไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน

เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทยตามปัจจัยหลักที่ใช้ในการจัดอันดับทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านสภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) และด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)มีอันดับที่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่รัฐดำเนินการ เช่น การแก้ไขกฎระเบียบและปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐมีความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การปรับตัวของนโยบายภาครัฐ รวมถึงความคล่องตัวในการดำเนินนโยบาย

ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีอันดับคงเดิม แต่เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยย่อยแล้ว พบว่าหลายปัจจัยมีอันดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยย่อยโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ที่ปรับตัวดีขึ้นถึง 6 อันดับ นอกจากนั้น ตัวชี้วัดเกี่ยวกับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาและบุคลากรด้านการวิจัย ปรับตัวดีขึ้นในทุกประเด็น รวมทั้งความสามารถในการสร้างนวัตกรรม (Innovation Capacity) ของประเทศ ก็ปรับตัวดีขึ้นถึง 9 อันดับจากปีก่อนหน้า

ที่ประชุม กกร.เห็นว่า การเพิ่มสมรรถนะของภาคเอกชนเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพื่อจะช่วยให้อันดับของประเทศไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนของภูมิเศรษฐกิจโลก โดยดาดว่าในปีหน้าอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทย จะมีอันดับที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะปัจจัยที่เกิดจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และ EEC ที่จะเริ่มส่งผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้นในระยะอันใกล้

อย่างไรก็ดี ด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ขณะนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมายโดยมีผู้แทน กกร. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่จำเป็น และปรับแก้กฎหมายที่สร้างความยุ่งยากและซับซ้อนต่อธุรกิจ ภายใต้โครงการปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Reform)

กกร. ยังได้ให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้ในภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวม และเห็นว่าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (คลินิกแก้หนี้) และมีเจ้าหนี้หลายระบบที่ริเริ่มโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ในภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยให้ลูกหนี้มีความสุจริตและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาหนี้สินส่วนบุคคล ได้มีโอกาสแก้ปัญหาภาระหนี้สินที่มีกับเจ้าหนี้หลายรายอย่างครบวงจร และเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดย SAM จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อทำหน้าที่แทนเจ้าหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ตามศักยภาพจริง

 

โครงการคลินิกแก้หนี้ได้มีการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 และเริ่มโครงการนำร่อง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 โดยจะครอบคลุมสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของธนาคารไทยและสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่มีเจ้าหนี้หลายราย ซึ่งมีสถานะเป็นหนี้เสีย (ค้างชำระมากกว่า 90 วัน) ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องแสดงเจตนาที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างวินัยในการใช้จ่าย




ที่มา:
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
เว็บไซต์:
อีเมล์:
ปรับปรุงโดย:
Patchayapon Makulpanich
ปรับปรุงเมื่อ:
6 มิถุนายน 2560
จำนวนคนอ่าน:
136

บริการข่าวสาร

ศูนยข้อมูล อุตสาหกรรม

แหล่งฐานข้อมูลต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการเพื่อการเชื่อมโยงเครือข่าย