พ.ร.บ.และข้อบังคับส.อ.ท.

พระราชบัญญัติ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
พ.ศ.2530
หน้าหลัก | ฉบับที่ 1 | ฉบับที่ 2 | ฉบับที่ 3 | ฉบับที่ 4 | ฉบับที่ 5 | ฉบับที่ 6 | ฉบับที่ 7 | ฉบับที่ 8 | ฉบับที่ 9
| ฉบับที่ 10 | ฉบับที่ 11 | ฉบับที่ 12 | ฉบับที่ 13 | ฉบับที่ 14 | ฉบับที่ 15 | ฉบับที่ 16 | ฉบับที่ 17 | ฉบับที่ 18
| ฉบับที่ 19 | ฉบับที่ 20 | ฉบับที่ 21 | ฉบับที่ 22 | ฉบับที่ 23

ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ฉบับที่ 8

ว่าด้วย การบรรจุ แต่งตั้ง ค่าจ้าง สวัสดิการ

ระเบียบ วินัย และการสงเคราะห์พนักงาน

พ.ศ. 2545

____________________


อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21(8) และมาตรา 21(9) แห่งพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2530 คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบรรจุ แต่งตั้ง ค่าจ้าง สวัสดิการ ระเบียบ วินัย และการสงเคราะห์พนักงาน

โดยที่ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 ว่าด้วย การบรรจุ แต่งตั้ง ค่าจ้าง สวัสดิการ ระเบียบ วินัย และการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2531 มีข้อกำหนดบางประการที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

จึงเห็นควรให้ออกข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการบรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้างและเงินบำเหน็จรางวัลพนักงาน ระเบียบวินัย การ ลงโทษ การร้องทุกข์ของพนักงาน และการสงเคราะห์พนักงานและครอบครัว รวมทั้งผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงาน ไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 ว่าด้วยการบรรจุ แต่งตั้ง ค่าจ้าง สวัสดิการ ระเบียบ วินัย และการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2545"

ข้อ 2. ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 เป็นต้นไป

ข้อ 3. ให้ยกเลิก

ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2531

ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2531 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 พ.ศ. 2533)

ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2531 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ. 2538)

 

บรรดา ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน

ข้อ 4. ในข้อบังคับนี้

“สภา” หมายถึง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ประธานสภา” หมายถึง ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ผู้อำนวยการบริหาร” หมายถึง ผู้อำนวยการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

ประเภทและการบรรจุพนักงาน

 

ข้อ 5. สภาแบ่งพนักงานออกเป็น 2 ประเภท ตามความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

5.1 พนักงานประจำ หมายถึง พนักงานที่ผ่านระยะการทดลองปฏิบัติงานครบตามเงื่อนไข ที่กำหนดไว้และสภาตกลงจ้างไว้เป็นพนักงานประจำ หรือพนักงานอื่นที่คณะกรรมการมีมติให้ว่าจ้างเป็นพนักงานประจำความเป็นพนักงานประจำเริ่มขึ้นเมื่อผู้นั้นได้ทดลองปฏิบัติงานจนครบกำหนดตามที่ระบุไว้ใน ข้อ 5.2.1 แล้ว และผู้บังคับบัญชาตามสายงานประเมินผลการปฏิบัติงานเสนอต่อผู้อำนวยการบริหารพิจารณาอนุมัติให้เป็นพนักงานประจำส่วนอายุงานของพนักงานผู้นั้นให้นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานเป็นพนักงานทดลองงาน

5.2 พนักงานประเภทอื่น หมายถึง พนักงานที่สภาได้ตกลงว่าจ้างโดยมีการกำหนดเงื่อนไขการจ้างที่แตกต่างไปจากการจ้างพนักงานประจำ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

5.2.1 พนักงานทดลองงาน ได้แก่ พนักงานที่สภาตกลงทำสัญญาจ้างให้ทดลองปฏิบัติงานมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ไม่เกิน 180 วัน หรือโดยระบุเงื่อนไขให้ทราบอย่างชัดเจนว่าให้ทดลองปฏิบัติงานในระยะเวลาหนึ่งติดต่อกัน ก่อนที่จะพิจารณาบรรจุเป็นพนักงานประจำ ในกรณีที่ผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ สภามีสิทธิจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

5.2.2 พนักงานสัญญาจ้างพิเศษ ได้แก่ พนักงานที่สภาตกลงว่าจ้างไว้โดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เพื่อปฏิบัติงานเป็นพิเศษอันมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ เป็นครั้งคราว เป็นการจร เป็นไปตามฤดูกาล หรือเป็นงานตามโครงการ ซึ่งได้ระบุเงื่อนไขการจ้างไว้ในสัญญาจ้างโดยเฉพาะ

5.3 สภาแบ่งพนักงานตามข้อ 5.1 และ 5.2 ออกเป็น 2 ระดับ คือ

5.3.1 พนักงานฝ่ายจัดการ ได้แก่ พนักงานที่สภาแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ระดับจัดการในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ผู้อำนวยการบริหารหรือผู้อำนวยการบริหารสถาบัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการบริหารฝ่ายต่าง ๆ ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ หรือผู้จัดการสถาบัน หรือพนักงานที่มีตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งที่กล่าวมาข้างต้น

5.3.2 พนักงานที่ไม่ใช่ฝ่ายจัดการ ได้แก่ พนักงานที่สภาแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ระดับต่ำกว่าฝ่ายจัดการตามที่ระบุไว้ในข้อ 5.3.1 แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

(1) พนักงานระดับบังคับบัญชา ได้แก่ พนักงานที่อยู่ในระดับบังคับบัญชาหรือเทียบเท่าระดับที่สภากำหนด

(2) พนักงานต่ำกว่าระดับบังคับบัญชา ได้แก่ พนักงานที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพนักงานที่กำหนดไว้ในข้อ (1)

ข้อ 6. เมื่อสภาพิจารณาตกลงรับบุคคลใดเข้าเป็นพนักงานแล้ว สภาจะให้บุคคลนั้นเข้าเป็นพนักงานทดลองงานกับสภาตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.1 แล้วจึงจะพิจารณารับเป็นพนักงานประจำ

ข้อ 7. ในการบรรจุพนักงาน สภาจะบรรจุตามความจำเป็นและความเหมาะสม กรณีการบรรจุพนักงานในตำแหน่งที่มีพนักงานภายในสภาอยู่ในระดับต่ำกว่าจะพิจารณา เลื่อนพนักงานภายในสภาที่มีความสามารถก่อนตามหลักเกณฑ์ที่สภากำหนดการพิจารณาบรรจุบุคคลภายนอก จะกระทำเมื่อพนักงานที่มีอยู่ในสภาไม่เพียงพอ หรือเป็นตำแหน่งที่ต้องการผู้ที่มีความสามารถหรือความชำนาญเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สามารถที่จะคัดเลือกบุคคลที่มี คุณสมบัติตามต้องการจากภายในสภาได้คุณสมบัติของพนักงานสภา

ข้อ 8. พนักงานของสภาจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

8.1 สุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคที่สังคมรังเกียจ ไม่ติดยาเสพติดไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ไม่มีสติฟั่นเฟือน

8.2 บุคลิกดี กริยาวาจาสุภาพ เรียบร้อย

8.3 มีประวัติและความประพฤติดี ไม่เป็นบุคคลหลบหนีคดีอาญา และไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษมีคุณวุฒิ คุณสมบัติ และความสามารถ ตามที่แจ้งไว้กับสภาตามที่สภาต้องการ
ต้องไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือมีหนี้สินพ้นตัว

8.6 สำหรับผู้สมัครที่เป็นชายต้องผ่านการรับราชการทหารหรือได้รับการยกเว้นการเป็นทหาร เว้นแต่คณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น

 

การบริหารค่าจ้าง

ข้อ 9. สภาจะกำหนดระดับของตำแหน่งงานตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานของสภา และจะกำหนดอัตราค่าจ้างต่ำสุดและสูงสุดในแต่ละระดับของตำแหน่งงานโดยคำนึงถึงสถานภาพของสภา อัตราค่าจ้างในตลาดแรงงานและอัตราค่าจ้างในกิจการประเภทที่มีลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกับกิจการของสภาสภาจะทำการทบทวนระดับของตำแหน่งงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในลักษณะงาน และจะทบทวน ค่าของงานในแต่ละระดับของตำแหน่งงานตามความจำเป็นเช่นเดียวกัน

 

การขึ้นค่าจ้าง

ข้อ 10. การขึ้นค่าจ้างพนักงานประจำให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

10.1 การขึ้นค่าจ้างประจำปีให้เป็นไปตามผลการปฏิบัติงานของพนักงานแต่ละคนและมีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

10.2 การขึ้นค่าจ้างในกรณีที่พนักงานได้รับการปรับตำแหน่งงานหรือระดับของตำแหน่งงาน เมื่อพนักงานได้รับการปรับตำแหน่งงานหรือระดับของตำแหน่งงานสูงขึ้น สภาจะพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์และอัตราที่สภากำหนด

10.3 การปรับค่าจ้างพนักงานกรณีพิเศษให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สภากำหนด

 

ภาษีเงินได้พนักงาน

ข้อ 11. พนักงานต้องเป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเอง

สถานที่และเวลาในการจ่ายค่าจ้าง

 

ข้อ 12. สภาจะจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงาน ณ ที่ทำการสภาหรือจ่ายให้โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของพนักงานตามที่ได้ตกลงกันไว้ โดยกำหนดจ่ายทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน หากวันจ่ายค่าจ้างดังกล่าวตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดตามประเพณี สภาจะเลื่อนการจ่ายค่าจ้างมาในวันทำงานก่อนถึง วันหยุดนั้น และหากมีค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุด สภาจะจ่ายให้พร้อมกับการจ่ายค่าจ้างของเดือนนั้น

 

การทำงานล่วงเวลา การทำงานในวันหยุด และการคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด

ข้อ 13. พนักงานที่จะปฏิบัติงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด จะปฏิบัติงานได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติ เท่านั้น

ข้อ 14. การคำนวณค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด

14.1 พนักงานระดับบังคับบัญชาหรือเทียบเท่าระดับที่สภากำหนดจะไม่ได้รับเงินค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุด เว้นแต่สภาจะพิจารณาเห็นสมควร

14.2 การทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติให้เริ่มจาก 17.30 น. และการทำงานในวันหยุดให้เริ่มจากเวลา 9.00 น.

14.3 ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติเท่ากับ 1 เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างของชั่วโมงทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดเท่ากับ 1 เท่าของอัตราค่าจ้างของชั่วโมงทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุดเท่ากับ 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างของชั่วโมงทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

 

ค่าพาหนะ

ข้อ 15. พนักงานมีสิทธิเบิกค่าพาหนะในการปฏิบัติงานให้กับสภาได้ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่สภากำหนด

 

การจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางและค่าที่พัก

 

ข้อ 16. พนักงานมีสิทธิจะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในการเดินทางและค่าที่พัก ในกรณีที่ปฏิบัติงานให้กับสภา ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่สภากำหนด

 

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 

ข้อ 17. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานประจำจะต้องเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งสภากับพนักงานร่วมกันจัดตั้งขึ้น ทั้งนี้ สภาจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้แก่พนักงานประจำในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้างปกติ และพนักงานต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่เกินกว่าอัตราที่สภาจ่ายสมทบ

พนักงานจะได้รับเงินสมทบ เงินสะสม และผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินดังกล่าวทั้งสิ้น เมื่อพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของสภา ยกเว้นกรณีที่พ้นสภาพการเป็นพนักงานของสภา เนื่องจากการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามข้อ 37.3.2 พนักงานจะได้รับเฉพาะเงินสะสมกับผลประโยชน์ของเงินสะสมในส่วนของพนักงานท่านั้น

 

การรับทุน

ข้อ 18. พนักงานที่ได้รับทุนและได้รับอนุมัติจากสภามีสิทธิได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามระเบียบการรับทุนที่สภากำหนด

 

สวัสดิการ

ข้อ 19. สภาจะให้สวัสดิการแก่พนักงานประจำตามข้อ 5.1 ของข้อบังคับนี้ ดังต่อไปนี้

19.1 การรักษาพยาบาล สภาจะให้ความช่วยเหลือ และให้ความสะดวกแก่พนักงานเมื่อเจ็บป่วยดังนี้

19.1.1 การดูแลรักษาพยาบาลโดยวิธีการประกันสุขภาพหมู่ไว้กับบริษัทประกันภัย โดยสภาเป็นผู้ออกเบี้ยประกันให้กับพนักงาน ตามเงื่อนไขการรักษาพยาบาลตามที่สภาพิจารณาทำกับบริษัท ประกันภัยการรักษาพยาบาลและผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่พนักงานจะได้รับตามวรรคแรกจะไม่ครอบคลุมถึงครอบครัวของพนักงาน

19.1.2 การดูแลรักษาพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยกฎหมายประกันสังคมที่ใช้บังคับในขณะนั้น

19.2 การตรวจสุขภาพประจำปี สภาจะจัดให้พนักงานได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ หรือตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่สภากำหนด

19.2.1 ตรวจสุขภาพทั่วไป

19.2.2 X-RAY ปอด

19.2.3 ตรวจเลือด

19.3 การประกันอุบัติเหตุหมู่ สภาจะจัดทำประกันอุบัติเหตุให้พนักงานไว้กับบริษัทประกันภัยตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่สภาพิจารณาเห็นชอบทำกับบริษัทประกันภัย

19.4 เครื่องแบบพนักงาน สภาจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเครื่องแบบให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์ที่สภากำหนด

19.5 เงินช่วยเหลือค่าทำศพ สภาจะจ่ายเงินช่วยเหลือค่าทำศพ ในกรณีพนักงานถึงแก่ความตายเป็นเงินจำนวนรายละ 5,000 (ห้าพัน) บาท

19.6 เงินกู้ระยะสั้นกรณีจำเป็นและฉุกเฉิน พนักงานอาจจะกู้เงินสภาเพื่อบรรเทาภาระซึ่งเป็นการจำเป็นและฉุกเฉิน ทั้งนี้การกู้ยืมและการชำระคืนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่สภากำหนด

19.7 เงินรางวัลพิเศษให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สภากำหนด

 

เวลาทำงานปกติ วันหยุดงาน การลางาน และการบันทึกเวลาทำงาน

ข้อ 20. วันทำงานปกติ คือ วันจันทร์ ถึง วันศุกร์

ข้อ 21. เวลาทำงานปกติ คือ เวลา 8.00 – 12.00 น. และเวลา 13.00 – 17.00 น.

ข้อ 22. วันหยุดตามประเพณี ปีละ 14 วัน ตามที่สภากำหนดหรือจะได้ประกาศในแต่ละปี

ข้อ 23. วันหยุดพักผ่อนประจำปี สภาจะกำหนดให้พนักงานผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนพักผ่อนประจำปี ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

อายุงาน ตั้งแต่ 1-3 ปีบริบูรณ์ หยุดพักผ่อนประจำปีได้ 6 วันทำงาน

อายุงาน ตั้งแต่ 3-6 ปีบริบูรณ์ ” 8 ”

อายุงาน ตั้งแต่ 6-10 ปีบริบูรณ์ ” 10 ”

อายุงาน ตั้งแต่ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ” 15 ”

ข้อ 24. ลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์หรือไม่ก็ตามได้เท่าที่ป่วยจริงโดยได้รับค่าจ้าง แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 30 วัน กรณีลาป่วย 3 วันติดต่อกันต้องมีใบรับรองแพทย์ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 25. ลากิจ ให้ลากิจได้ในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ครั้งละไม่เกิน 1 วัน โดยได้รับค่าจ้าง แต่ปีหนึ่งต้องไม่เกิน 5 วัน

ข้อ 26. ลาเนื่องจากการสมรส ให้ลาได้ 3 วันทำงาน โดยได้รับค่าจ้าง

ข้อ 27. ลาหยุดก่อนและหลังคลอดบุตร ครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 90 วันโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 28. ลาอุปสมบทหรือเพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ เมื่อทำงานครบ 3 ปี ลาได้ตามที่ผู้อำนวยการเห็นสมควร โดยได้รับค่าจ้าง และลาได้ครั้งเดียวตลอดอายุการทำงาน

ข้อ 29. ลาเพื่อพิธีงานศพ เฉพาะบิดา มารดา คู่สมรส บุตร พี่น้องร่วมบิดา มารดา ลาได้ครั้งละไม่เกิน 1 วัน โดยได้รับค่าจ้าง

 

หลักเกณฑ์การลางาน

ข้อ 30. หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลาให้เป็นไปตามที่สภากำหนด

 

การบันทึกเวลาทำงาน

ข้อ 31. พนักงานทุกคนจะต้องบันทึกเวลาทุกครั้งที่มาปฏิบัติงานและเลิกปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่สภากำหนด

 

วินัยและโทษทางวินัย

ข้อ 32. สภาประกอบด้วยพนักงานหลายคน ในการทำงานร่วมกันจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพการทำงานและแนวนโยบายของสภา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของสภา และเพื่อประสิทธิภาพของพนักงานเอง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีวินัยไว้เพื่อกำกับการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยคำนึงถึงนโยบาย เหตุผล และความเสมอภาค และเมื่อมีผู้ประพฤติผิดระเบียบวินัยของสภา จึงจำเป็นต้องมีการลงโทษ

ข้อ 33. พนักงานจะต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยเกี่ยวกับการทำงาน ดังนี้

33.1 ต้องรักษาความลับ หรือข้อมูลต่างๆ ของสภาและสมาชิกที่ได้เปิดเผยต่อสภา

33.2 ต้องมาปฏิบัติงานตรงต่อเวลาที่กำหนด ไม่กลับก่อนกำหนด และไม่ขาดงาน

33.3 ต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อตรง เที่ยงธรรม และประพฤติตนอยู่ในความสุจริต

33.4 ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบของ ผู้บังคับบัญชา และผู้ที่มีตำแหน่งเหนือตนขึ้นไป

33.5 ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง ประกาศ ระเบียบ คู่มือพนักงาน จรรยาบรรณพนักงานหรือข้อบังคับของสภาที่สภากำหนด

33.6 ต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กลั่นแกล้ง หรือจงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สภาและสมาชิก

33.7 ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ด้วยความขยัน และเต็มความสามารถ

33.8 ต้องปฏิบัติงานด้วยความไม่ประมาทเลินเล่อ

33.9 ต้องดูแลรักษาความสะอาดเรียบร้อยในตัวอาคารและบริเวณรอบๆ อาคาร ตลอดจนห้ามนำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้ามาในอาคาร

33.10 ต้องดูแลบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์การทำงานให้อยู่ในสภาพดีเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามความจำเป็นหรือตามควรแก่หน้าที่ของตน

33.11 ต้องให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกและผู้มาติดต่อสภาด้วยกริยาวาจาอันเต็มใจและสุภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่สมาชิก และผู้ที่มาติดต่อทั่วไป

33.12 ต้องเข้ารับการอบรมประชุมสัมมนาที่สภาได้จัดให้มีขึ้น เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นและแจ้งให้สภาทราบล่วงหน้า

33.13 ห้ามรายงานเท็จหรือนำเอกสารหลักฐานอันเป็นเท็จแสดงต่อผู้บังคับบัญชา

33.14 ห้ามเล่นการพนันหรือเสพสุราในสถานที่ทำงานทั้งในเวลา และนอกเวลาทำงาน

33.15 ห้ามขอหรือรับสินบนจากบุคคลภายนอกหรือห้างร้าน/บริษัทอื่นที่มาติดต่อกับสภา กรณีที่พนักงานได้รับเงินหรือสิ่งของจากบุคคลภายนอกหรือห้างร้าน/บริษัทอื่นที่ติดต่อกับสภาต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที

33.16 ห้ามนำทรัพย์สินของสภาออกจากสภาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้ในกิจส่วนตัว

33.17 ห้ามพนักงานนำงานส่วนตัวหรืองานที่รับจ้างบุคคลภายนอกเข้ามาทำในบริเวณสำนักงานสภา

33.18 ห้ามมิให้พนักงานรับงานส่วนตัวที่ขัดกับผลประโยชน์ของสภา

33.19 ห้ามทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน หรือกับบุคคลอื่นในบริเวณที่ทำงาน

33.20 ห้ามแพร่ข่าวอกุศล ให้ร้ายป้ายสีบุคคลอื่น ยุยง ล่อลวงบุคคลอื่นให้กระทำผิด และหรือการกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีระหว่างพนักงานด้วยกันเอง

33.21 ห้ามเสพหรือนำยาเสพติดหรืออาวุธที่มีอันตรายร้ายแรงหรือวัตถุระเบิดเข้ามาในบริเวณที่ทำงาน

33.22 ห้ามกระทำการทุจริตในการบันทึกเวลาทำงานหรือบันทึกเวลาทำงานแทนผู้อื่น

33.23 ห้ามนอนหรือหลับในเวลาทำงานปกติหรือในระยะเวลาที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน

33.24 ห้ามพนักงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเปิดเผยเรื่องค่าจ้างเงินเดือน สวัสดิการ ให้บุคคลอื่นล่วงรู้เพราะสภาถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเป็นความลับ

 

การลงโทษทางวินัย

ข้อ 34. การพิจารณาความผิดและบทลงโทษทางวินัย ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

34.1 เมื่อพนักงานกระทำผิดระเบียบวินัยเกี่ยวกับการทำงาน ที่มีระดับการลงโทษทางวินัยที่มิใช่กรณีเลิกจ้าง ตามข้อ 35.5 ให้ผู้บังคับบัญชาตามสายงานเป็นผู้พิจารณาความผิด และระดับการลงโทษทางวินัยพนักงานที่กระทำความผิดตามที่เห็นสมควร

34.2 เมื่อพนักงานกระทำความผิดระเบียบวินัยเกี่ยวกับการทำงาน ที่มีระดับการลงโทษทางวินัยในกรณีเลิกจ้างตามข้อ 35.5 ให้ผู้บังคับบัญชาตามสายงานเสนอข้อเท็จจริงต่อประธานสภาหรือบุคคลที่ประธานสภามอบหมาย เพื่อให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นมาคณะหนึ่ง จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ประกอบด้วยพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายจัดการที่มีระดับไม่ต่ำกว่าพนักงานที่กระทำความผิดทำหน้าที่เป็นประธานหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนเพื่อพิจารณาความผิดและระดับการลงโทษทางวินัยของพนักงานผู้นั้น ให้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยรีบทำการสอบสวนโดยเร็ว แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อประธานสภาหรือบุคคลที่ประธานสภามอบหมายเพื่อเสนอผู้มีอำนาจลงโทษตามอำนาจดำเนินการของสภาเพื่อพิจารณาสั่งการ

34.3 ในกรณีที่พนักงานตามข้อ 34.1 หรือ 34.2 เห็นว่า ความผิดและระดับการลงโทษทางวินัยที่ได้รับไม่เหมาะสม ให้พนักงานมีสิทธิอุทธรณ์ไปยังประธานสภาหรือบุคคลที่ประธานสภามอบหมายเพื่อพิจารณาความผิดและระดับการลงโทษทางวินัยดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบผลการพิจารณาในข้อนั้น ๆ มิฉะนั้นถือว่าพนักงานยอมรับผลการพิจารณาดังกล่าว

เมื่อประธานสภาหรือบุคคลที่ประธานสภามอบหมายพิจารณาอุทธรณ์แล้วอาจมีคำสั่งลงโทษหรือเปลี่ยนแปลงระดับการลงโทษตามที่เห็นสมควร หรืออาจแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ขึ้นมาคณะหนึ่ง จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ประกอบด้วยพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายจัดการที่มีระดับไม่ต่ำกว่าพนักงานที่กระทำความผิดทำหน้าที่เป็นประธานหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนเพื่อพิจารณาความผิดและระดับการลงโทษทางวินัยดังกล่าว โดยที่กรรมการที่ทำหน้าที่ในคณะกรรมการอุทธรณ์จะต้องมิใช่ผู้บังคับบัญชาตามข้อ 34.1 หรือกรรมการที่ทำหน้าที่ในคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามข้อ 34.2 แล้วแต่กรณีมาก่อน ให้คณะกรรมการอุทธรณ์รีบทำการสอบสวนโดยเร็วแล้วเสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อประธานสภาหรือบุคคลที่ประธานสภามอบหมายเพื่อพิจารณาสั่งการ

คำสั่งของประธานสภาหรือบุคคลที่ประธานสภามอบหมายตามวรรคก่อนให้เป็นที่สุด

ข้อ 35. การลงโทษทางวินัยมีวิธีพิจารณาตามความหนักเบาของความผิด ดังต่อไปนี้

35.1 ตักเตือนด้วยวาจา

35.2 ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร

35.3 ตัดเงินเดือน

35.4 ลดเงินเดือน

35.5 เลิกจ้างในกรณีต่าง ๆ

 

การร้องทุกข์

ข้อ 36. เมื่อพนักงานมีปัญหาหรือมีเรื่องเดือดร้อนต้องการที่จะร้องทุกข์จะกระทำได้โดยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้ โดยแจ้งต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงและผู้บังคับบัญชาจะต้องแจ้งผลภายใน 15 วัน ถ้าผู้บังคับบัญชาโดยตรงไม่สามารถแก้ไขได้หรือไม่แจ้งผลภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับขึ้นไป

 

การพ้นจากการเป็นพนักงาน

ข้อ 37. พนักงานจะพ้นสภาพการเป็นพนักงานสภา ในกรณีดังต่อไปนี้

37.1 ตาย

37.2 ลาออก หมายถึง พนักงานแสดงเจตนาหรือขอลาออกจากการเป็นพนักงานของสภาโดยพนักงานต้องยื่นแสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นภายในกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนถึงวันที่พนักงานประสงค์จะลาออกและเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการบริหารแล้ว จึงจะถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน การลาออกที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามนี้ สภาถือว่าพนักงานผู้นั้นขาดงาน ละทิ้งหน้าที่หรือละทิ้งการงาน แล้วแต่กรณีและเป็นการกระทำผิดข้อบังคับฉบับนี้ว่าการลาหยุด

37.3 เลิกจ้าง

37.3.1 เลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชย ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) เนื่องจากงานในตำแหน่งที่พนักงานทำหรือปฏิบัติอยู่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำเนินงานในกิจการของสภา ทำให้สภาต้องยกเลิกตำแหน่งงานที่พนักงานผู้นั้นดำรงอยู่และไม่สามารถโอนหรือโยกย้ายไปทำงานในหน้าที่อื่นที่เหมาะสมได้

(2) ลาหยุดงานนานเกินกำหนดหรือมีปัญหาหรืออุปสรรคอันเกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานเองอันอาจกระทบกระเทือนต่องานที่ต้องปฏิบัติ

(3) ผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เป็นระยะเวลา 2 ปี ติดต่อกัน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามที่สภากำหนด (4) ลาป่วยหรือลากิจเกินกว่าหลักเกณฑ์ที่สภากำหนดไว้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

(5) ปฏิบัติผิดวินัย ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน รวมทั้งคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา

(6) กรณีอื่นๆ ที่สภาจะพิจารณาเห็นสมควรและเหมาะสม

37.3.2 เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือต่อสภาหรือกระทำความผิดทางอาญาโดยเจตนาแก่สภา

(2) กระทำการโดยจงใจอันอาจเป็นเหตุให้สภาได้รับความเสียหาย

(3) กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นเหตุให้สภาได้รับความเสียหาย

(4) ปฏิบัติผิดวินัยฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบ ด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชาตามสายงานอย่างร้ายแรง

(5) ขาดงาน ละทิ้งหน้าที่ หรือหลีกเลี่ยงการทำงานเป็นเวลาตั้งแต่ 3 วันทำงาน ติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร

(6) ต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและคณะกรรมการมีมติให้ไล่ออก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(7) จงใจฝ่าฝืน ขัด หรือละเลยเพิกเฉยต่อคำสั่งของสภาหรือของผู้บังคับบัญชาอันชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนที่สภาได้ทำเป็นหนังสือ

(8) กระทำการทุจริตในการบันทึกเวลาทำงานหรือบันทึกเวลาทำงานแทนผู้อื่น

(9) กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้สภาเลิกจ้างได้ตามที่กฎหมายว่าด้วยแรงงานแต่ละฉบับซึ่งประกาศใช้อยู่ในขณะนั้น ๆ

37.4 เกษียณอายุ เมื่อพนักงานมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ สภาถือว่าพนักงานผู้นั้นครบเกษียณแล้ว และให้พ้นจากการเป็นพนักงาน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป

เว้นแต่พนักงานที่เข้าทำงานกับสภานับจากวันที่ 1 มีนาคม 2545 ให้พนักงานผู้นั้นครบเกษียณเมื่อมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และให้พ้นจากการเป็นพนักงาน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป

 

บทเฉพาะกาล

ข้อ 38. บรรดา ระเบียบ ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2531 ข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2531 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 พ.ศ. 2533) หรือข้อบังคับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2531 (แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พ.ศ. 2538) ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ทั้งนี้ จนกว่าจะมีประกาศหรือ คำสั่งที่ออกตามข้อบังคับนี้ใช้บังคับ

 

ให้ไว้ ณ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2545

 

ลงชื่อ

(นายทวี บุตรสุนทร)

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

จำนวนคนอ่าน : 150869 คน

บริการข่าวสาร

ศูนยข้อมูล อุตสาหกรรม

แหล่งฐานข้อมูลต่างๆ สำหรับผู้ประกอบการเพื่อการเชื่อมโยงเครือข่าย