5 แสนแรงงานการ์เมนต์ระทึก โรงงานจ่อปิดประกันสังคมเมินจ่าย 62%

5 แสนแรงงานการ์เมนต์ระทึก โรงงานจ่อปิดประกันสังคมเมินจ่าย 62%

แรงงาน 5 แสนคนระทึก ประกันสังคมหยุดต่อมาตรการจ่ายชดเชยว่างงานสุดวิสัย 62% หมดเขต ส.ค.นี้ ส.อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ชี้ระส่ำแน่สมาชิก 2 พันโรงงานเพิ่งใช้สิทธิแค่ 5% คาดปิดโรงงานชั่วคราวเดือนหน้า หวังให้ทันเดดไลน์ใช้สิทธิประโยชน์ เอกชนตัดพ้อรัฐวางหลักเกณฑ์ไม่เอื้อให้สิทธิประโยชน์เท่าประกันสังคมกัมพูชา

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องลดกำลังผลิตรวมถึงหยุดกิจการและเลิกจ้างไปแล้วไม่น้อยกว่า 55% โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงถึง 70% จากปัจจุบันซึ่งมีมูลค่าการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศรวม 400,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นส่งออกสัดส่วน 50% และตลาดภายใน 50% มีผู้ประกอบการด้านการผลิต 2,200 โรงงาน มีผู้ประกอบการค้าส่ง/ค้าปลีก 30,000 โรงงาน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจสมาชิกส.อ.ท. เกี่ยวกับการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐพบว่ามีสมาชิกถึง 62.6% ที่ไม่ใช้มาตรการช่วยเหลือใด ๆเลย เพราะผลกระทบอาจจะเพิ่งเกิดขึ้น

ขณะที่อีก 15% มีการใช้มาตรการตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานจ่าย 75% ของค่าจ้างให้แรงงานชั่วคราว ขณะที่การใช้มาตรการตามมาตรา 33 ประกันสังคมชดเชยรายได้ให้กับที่หยุดงานชั่วคราว62% นั้น มีการใช้แค่ 5% เท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะมีข้อกำหนดว่าต้องหยุดงานเป็นเดือน ถ้าไม่ครบเดือนจะขอใช้สิทธิไม่ได้ ความหมายของประกันสังคมคือต้องไม่มีรายได้เลย

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ ประธานกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สมาชิกได้มีการใช้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 33กับประกันสังคมไปเพียง 5% ยังเหลือ95% ยังไม่ได้ใช้สิทธิ เนื่องจากในช่วง4 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563 ผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มีคำสั่งลดลงได้ปรับไปผลิตหน้ากากอนามัยจากผ้าแทนในช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยขาดแคลนหน้ากากอนามัย

จนถึงขณะนี้สถานการณ์เรื่องหน้ากากอนามัยดีขึ้นแล้ว ยอดการผลิตและจำหน่ายหน้ากากอนามัยจากผ้าลดลงกลับสู่ปกติ คาดว่านับจากเดือนสิงหาคมนี้ ผู้ผลิตจะได้รับผลกระทบและมีการปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อใช้สิทธิประกันสังคม แต่ก็เป็นจังหวะที่มาตรการดังกล่าวกำลังจะหมดอายุลงในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

“ทางสมาคมได้เสนอผ่านไปที่่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปถึงนายกรัฐมนตรี ในช่วง 4 เดือน มี.ค.-พ.ค. 2563 ช่วงที่ชุลมุนที่สุดรับสายลูกค้าวันละเป็นร้อยราย ตะลุมบอลหมด ในประเทศไทยผมว่าไม่มีโรงงานไหนไม่เย็บหน้ากาก ทั้ง 2-3 พันโรงงานเย็บหมด แต่ตอนนี้กลายเป็นวิกฤตดีมานด์หาย และหน้ากากอนามัยประเภทที่ใช้แล้วทิ้งก็ไม่ได้ขาดตลาดแล้ว”

“ราคาที่ตกลงมามากทำให้หลายอย่างไม่คุ้มจะทำ และรัฐบาลก็แจกสารพัดเต็มไปหมด ถ้าใครทำก็เป็นสต๊อก ฉะนั้นคนที่เย็บหน้ากากเดือนสิงหาคมจะหายไปหมด เป็นปัญหาที่ประกันสังคมจ่าย 62% จะหมดสิงหาคมไม่ได้ต่อ ถ้าโรงงานที่ผลิตไม่หยุดก็ไม่ได้ใช้สิทธิประกันสังคม ฉะนั้นต้องสั่งหยุดแล้ว ผมว่าหลายโรงงานสั่งปิด เพราะจะไม่มีงานทำไปอีกหลายเดือน”

หากเปรียบเทียบการให้มาตรการช่วยเหลือด้านประกันสังคม ยกตัวอย่างประเทศกัมพูชาจะกำหนดมาตรการเป็นขั้นบันได เช่น โรงงานหยุด 10 วัน รัฐบาลช่วยจ่ายชดเชย 40% โรงงานหยุด 20 วัน ช่วย 60% และถ้าหยุด 30 วัน ช่วย 100% แต่ระบบของไทยทำไม่ได้ ถ้าโรงงานจะใช้มาตรการช่วยเหลือจะต้องหยุดทั้งเดือนจึงจะได้ เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ได้รองรับ เป็นที่สงสัยว่าทำไมกัมพูชามีซอฟต์แวร์ที่รองรับได้ถามว่าถ้ามีงาน 15 วัน หยุด 15 วันก็ไม่ได้ระบบประกันสังคมไม่จ่าย ตีกรอบแบบนี้ให้เลือกจะหยุด 30 วัน หรือไม่ได้สิทธิเลย

แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม กล่าวว่า สาเหตุที่ประกันสังคมต่อมาตรการส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนทางการเมือง ซึ่งในคณะกรรมการประกันสังคมที่มีปลัดเป็นประธานได้ประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อนและมีมติออกมาแล้วว่าจะไม่ต่อมาตรการ โดยอ้างว่าสถานการณ์คลี่คลาย และเอกชนหาข้ออ้างจะใช้เงินประกันสังคม ซึ่งข้อเท็จจริงคือเอกชนไม่ได้ขอเพิ่มแต่ขอขยายเวลา เงินก็ยังเป็นก้อนเดิม แต่ตอนนี้พวกเราจะตายอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำให้ธุรกิจรอด ต่อไปถ้าเศรษฐกิจกลับมาดีแล้วประกันสังคมจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่ทำให้ธุรกิจรอดจะมีใครที่ไหนมาจ่ายเงินให้คุณ ถามว่าเงินก้อนนี้เป็นของใครมันคือเงินของนายจ้าง-ลูกจ้างทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาคุณกลับไม่มาช่วย

“เขาหาว่าทำไมเราไม่หยุดก่อนหน้านี้ก็เรามีงานเย็บหน้ากากอนามัย จะให้หยุดได้อย่างไร เย็บหน้ากากช่วยประเทศไม่ให้ขาดแคลน พองานเราหมดเราจะหยุด ตอนนี้จะใช้สิทธิก็ไม่ใช่ช่วยคุณ จะไปยกตัวอย่างธุรกิจโรงแรมได้อย่างไร เป็นคนละอุตสาหกรรม สถานการณ์ไม่เหมือนกัน ตอนนี้เขากลับมาเปิดธุรกิจ แต่เรากำลังจะปิดเดือนหน้า จะให้พวกเราทำอย่างไร จะมาคิดแบบเดียวกันหมดไม่ได้ และเราจะหาข้ออ้างไปใช้เงินได้อย่างไร เพราะปิดแล้ว 3 เดือน”

“ถ้าหวังว่าจะดึงคนจะกลับมาเหมือนเดิมไม่มีทางเลย เขาออกไปแล้วเขาไปทำที่อื่น จะหาคนเย็บผ้ากลับมาอีกเป็นเรื่องยากในสมัยนี้ ตอนนี้แรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีประมาณ2 แสนคน และสิ่งทออีก 2 แสน คาดว่าประมาณ 5 แสนคน ซึ่งแบ่งเป็นคนไทยกับต่างด้าวประมาณครึ่ง ๆ”

ข่าวจากเว็บไซต์: https://www.prachachat.net/economy/news-493713

อุตฯเครื่องนุ่งห่มจ่อ’ปลด’ แรงงาน 2 แสนคนเซ่นโควิด-19

อุตฯเครื่องนุ่งห่มจ่อ’ปลด’ แรงงาน 2 แสนคนเซ่นโควิด-19

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม คาดภายในเดือน พ.ค. เตรียมปิดกิจการมากว่า 50% แรงงานในระบบ 4-5 แสนคนจ่อตกงานมากว่าครึ่ง หรือ 2 แสนราย เหตุยอดขายในประเทศและส่งออกหดตัวมูลค่าหายมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท ร้องรัฐบาลแก้ปัญหาให้ตรงจุดช่วยเหลือจ่ายค่าแรงงานในอุตสาหกรรม โดยใช้ประกันสังคมในส่วนของนายจ้างที่เคยจ่ายเข้ามาแบกรับ ก่อนอุตสาหกรรมเจ๊ง

ความยืดเยื้อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ยาแรงในการควบคุมสถานการณ์ด้วยการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ปิดสถานที่เสี่ยงในการแพร่ระบาดชั่วคราว และควบคุมเวลาการออกจากเคหะสถาน ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าหน้ากว่าภาคการท่องเที่ยว คืออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่คาดว่าทั้งปีรายได้จะหายมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท และเตรียมปิดกิจการมากกว่า 50% ยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และประธานสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ระบุ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มประเมินในกรณีดีสุด คือสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิ.ย. และผู้ประกอบการไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ตรงจุด จะทำให้เม็ดเงินในภาคอุตสาหกรรมทั้งยอดขายในประเทศและการส่งออกทั้งปีหายไปประมาณ 1.5 แสนล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่าเดือนมิ.ย. คาดว่าเม็ดเงินในภาคอุตสาหกรรมทั้งปีจะหายไปถึง 1.8 แสนล้านบาททั้งนี้ เม็ดเงินที่หายไปนั้นมาจาก 2 ส่วน คือ ภาคการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่มที่มีมูลค่าการส่งออกต่อปีประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยคาดว่าการส่งออกกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มปี 2563 จะติดลบ 40-50% หรือคิดเป็นมูลค่าที่หายไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท จากการที่ผู้ซื้อทั่วโลกชะลอคำสั่งซื้อจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ล่าสุดผู้ซื้อต่างประเทศยกเลือกคำสั่งซื้ีอเข้ามาแล้วมากกว่า 70% ส่วนผลกระทบจากยอดขายในประเทศที่มีมูลค่าตลาดประมาณปีละ 1.5-2 แสนล้านบาท ปัจจุบันกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ผู้ผลิตแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าที่ขายตามห้างสรรพสินค้า และค้าส่งเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ โบ๊เบ๊ หยุดกิจการชั่วคราว 100% แม้บางส่วนจะหันไปค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ก็เพิ่มสัดส่วนยอดขายได้แค่ 20% จากการค้าปกติ หรือยอดขายหายไปสัดส่วน 80% คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 2-5 หมื่นล้านบาทขณะที่ กลุ่มรับจ้างผลิตที่ขณะนี้ได้หันไปผลิตหน้ากากผ้าแทนแล้ว และรับจ้างผลิตชุด พีพีอี ให้บุคลากรทางการแพทย์ แต่การผลิตหน้ากากผ้าคาดว่าในอีก 2 เดือนก็จะล้นตลาดเช่นกัน ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเดือนเม.ย. กลุ่มเหล่านี้ก็จะไม่ได้ผลิตหน้ากากผ้าออกมา สิ่งที่น่าห่วงคือแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มหลังจากนี้จะผลิตสินค้าใด เมื่อไม่ผลิตก็ต้องปิดกิจการ ซึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีแรงงานรวมกันมากกว่า 4-5 แสนคน จาก 2,700 โรงงาน หากปิดกิจการมากกว่า 50% ภายในเดือนพ.ค. จะมีแรงงานตกงานมากถึง 2 แสนคนอย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงได้อย่างตรงจุด ซึ่งขอเพียงเรื่องเดียว คือการให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าแรงที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 เดือน เพราะเมื่อโรงงานไม่มีรายได้ ต้องหยุดกิจการแต่ยังต้องจ่ายค่าแรงให้แรงงาน 75% ซึ่งจะนำเงินจากไหนมาจ่ายค่าแรง เพราะขายสินค้าไม่ได้ ดังนั้นรัฐควรนำเงินกองทุนประกันสังคมที่นายจ้างจ่ายให้ทุกเดือนมาเป็นค่าแรงให้กับแรงงาน ถือเป็นทางรอดให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม หากไม่เช่นนั้นก็ต้องปิดกิจการและปลดคนงานในท้ายที่สุด

 

แหล่งข่าวจาก: https://www.nationtv.tv/

งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok

งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok

กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ขอเชิญสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เดือนตุลาคม 2563 ระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมงานเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 ปิดรับสมัครวันที่ 30 มิถุนายน 2563

AFTEX 43 rd  COUNCIL MEETING AND 40th PLENARY SESSION

AFTEX 43 rd COUNCIL MEETING AND 40th PLENARY SESSION

? กลุ่มฯ สิ่งทอเข้าร่วมการประชุม“The ASEAN Federation of Textile Industries” (AFTEX) Meeting ( AFTEX 43 rd COUNCIL MEETING AND 40th PLENARY SESSION)” ระหว่างวันที่ 17-18 มกราคม 2020 ณ ประเทศลาว โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 9 ประเทศสมาชิก เพื่อประชุมหารือว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน และเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อีกทั้งเพื่อขยายตลาดและเพิ่มยอดการส่งออกในประเทศอาเซียนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (AFTEX)

? มีผู้เข้าร่วมประชุมจากสมาคมการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจาก 8 ประเทศต่างๆในภูมิภาคอาเซียน ดังนี้

1) Garment Manufacturers Association in Cambodia (GMAC)

2) Indonesia Textile Association (API)

3) Association of the Lao Garment Industry (ALGI)

4) Malaysian Textile Manufacturers Association (MTMA)

5) Myanmar Garment Manufacturers Association (MGMA)

6) Confederation of Garment Exporters of the Philippines (CONGEP)

7) The National Federation of Thai Textile Industries (NFTTI)

8) The Vietnam Textile and Apparel Association (VITAS)

 

X
X