กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กร้อง กกร. เสนอ 9 มาตรการ เยียวยาผลกระทบ COVID-19

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กร้อง กกร. เสนอ 9 มาตรการ เยียวยาผลกระทบ COVID-19

          สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส...) ได้เสนอ 8 อุตสาหกรรมให้ภาครัฐพิจารณาอนุมัติเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นยิ่งยวด Critical Industry and Supply Chain (CISC) เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่จำเป็นขาดแคลน โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ภาคเอกชนเสนอ คือให้รวมอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ต้องป้อนอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นยิ่งยวดอื่นๆด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำในกลุ่มนี้เช่นกัน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบนำส่งไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร วัตถุดิบการเกษตร น้ำตาล น้ำมันปาร์ม เครื่องจักรกลการเกษตร และ อุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซ พลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้อุตสาหกรรมเหล็กได้รับการผ่อนผันในการขนส่งสินค้าในช่วงเคอร์ฟิว เช่นกัน

          ในการนี้กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังได้เสนอมาตรการต่างๆสำหรับมาตรการรองรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด- 19 ภายใต้การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไปยังสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม ส.อ.ท. ที่มีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล เป็นประธาน เพื่อรวบรวมพร้อมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และนำเสนอเพิ่มเติมต่อ กกร. เพื่อประโยชน์ในการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเยียวยา และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วโดยเฉพาะผลกระทบที่ชัดเจนขณะนี้คือความต้องการใช้สินค้าเหล็กในประเทศช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2563 ลดต่ำลงจากช่วงเดียวกันปี 2562 ประมาณ 5.5% จากที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 0.7% สำหรับรายละเอียดข้อเสนอมีดังนี้

  1. ขอให้พิจารณากำหนดอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญยิ่งยวด (Critical Industry & Supply Chain: CISC) ของไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากเหล็กเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่อการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท ทั้งการอุปโภค บริโภคของประชาชน และการก่อสร้างในโครงการต่างๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
  2. รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการออกคำสั่งที่เร่งด่วนและรุนแรงที่จะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผู้ประกอบการจะได้มีเวลาเตรียมตัวและสามารถรับมือกับผลกระทบที่รุนแรงของการระบาดในครั้งนี้
  3. รัฐบาลควรมีแผนการหรือมาตรการ รวมถึงแผนสำรองที่ชัดเจน และกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม
  4. รัฐบาลควรจัดหาอุปกรณ์ป้องกันการแพร่เชื้อในราคาถูกให้แก่บริษัท เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้อย่างมากในการปฏิบัติงานร่วมกันที่บริษัท/สำนักงาน เพื่อป้องการการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
  5. เพื่อให้การผลิต และจำหน่ายสินค้าเหล็กที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม จึงขอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยดูแลการขนส่ง ทั้งการขนส่งทางบกข้ามจังหวัด และการขนส่งทางทะเลให้เป็นไปโดยราบรื่น ทั้งนี้เพื่อทำให้โรงงานสามารถซื้อขายวัตถุดิบสำหรับใช้ในการผลิต และส่งสินค้าจาหน่ายไปยังลูกค้า ทั้งในและต่างประเทศได้
  6. รัฐบาลควรใช้นโยบายการผ่อนคลายทางการเงิน เช่น เปิดให้สามารถขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่าเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนในบริษัทสำหรับการดำเนินธุรกิจ
  7. รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการใช้ Local Content สินค้าเหล็ก โดยการกำหนดกฎระเบียบของกรมบัญชีกลางในการกำหนดเงื่อนไข TOR ให้ใช้สินค้าในประเทศ มาตรฐาน มอก. รวมถึงการกำหนดแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการในประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวโดยทำให้ production utilization ที่มีปริมาณน้อยอยู่แล้วต่ำลงไปอีก
  8. รัฐบาลควรมีมาตราการเยียวยาผู้ประกอบการหรือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ขาดหายไป และป้องกันการปลดพนักงาน รวมถึงการให้ค่าจ้างหรือเงินสนับสนุนในช่วงวิกฤตนี้
  9. รัฐบาลควรดำเนินมาตรการตรวจติดตามเชิงรุก (Active Surveillance) หากพบปริมาณนำเข้าเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ หรือ ราคานำเข้าลดลงอย่างผิดปกติ จากประเทศจีนและเวียดนาม ให้กรมการค้าต่างประเทศใช้มาตรการ AD, AC, CVD Safeguard หรือมาตรการห้ามนำเข้า ตาม พ.ร.บ. การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์) รับมือกับสถานการณ์การทะลักเข้ามาของสินค้าในระยะ 3-9 เดือนข้างหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทยยังคงรักษาการจ้างงานต่อไปได้ในภาวะที่สถานการณ์ตลาดในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง แต่สถานการณ์เหล็กโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการทะลักเข้ามาของสินค้าเหล็ก เนื่องจากขณะนี้ประเทศจีนมีนโยบายการส่งออกสินค้าเหล็กอย่างชัดเจนกล่าวคือมีการออกนโยบายเพิ่ม Rebate VAT จาก 10% เป็น 13% ซึ่งทำให้ราคาสินค้าจากจีนสามารถลดลงได้อีก 13-15 เหรียญสหรัฐ ทั้งๆที่ปัจจุบันราคาต่ำมากอยู่แล้ว นอกตจากนี้คาดว่าปัจจุบันประเทศจีนจะมี Inventory สินค้าสำเร็จรูป และกึ่งสำเร็จรูปประมาณ 100 ล้านตันซึ่งมากกว่า 5 เท่าของการใช้สินค้าเหล็กของไทย หากสินค้าเหล่านี้ออกสู่ตลาดโลกย่อมทำให้เกิดความผันผวนในอุตสาหกรรมเหล็กอย่างรุนแรง

          โดยกระบวนการในลำดับต่อไป ทาง ส.อ.ท.จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนนำส่งไปยังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) พิจารณาอนุมัติ และบังคับใช้ต่อไป

กลุ่มฯ เหล็กหารือร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ข้อบท Tariff Differentials ภายใต้กรอบ RCEP

กลุ่มฯ เหล็กหารือร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ข้อบท Tariff Differentials ภายใต้กรอบ RCEP

เมื่อวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2563 กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าหารือร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในประเด็นเกี่ยวกับ ข้อบท Tariff Differentials ภายใต้กรอบ RCEP ณ ห้องเศรษฐกิจการพาณิชย์ ชั้น 3 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจในข้อบท Tariff differentials ซึ่งเป็นการป้องกันการใช้ประเทศอื่นเป็นช่องทางในการส่งออกสินค้าที่มีการเปิดตลาดให้สมาชิกแตกต่างกัน ภายใต้กรอบ RCEP โดยจะบังคับใช้กับสินค้ารายการที่สมาชิกมีการเปิดตลาดแตกต่างกัน และหารือเกี่ยวกับความอ่อนไหวของสินค้าเหล็กต่อข้อบทดังกล่าวแก่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ขอความอนุเคราะห์ติดโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ “โครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็ก”

ขอความอนุเคราะห์ติดโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ “โครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็ก”

ด้วยด้วยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ดำเนินโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็ก ๔ สาขาอาชีพ ได้แก่ อาชีพช่างม้วนท่อตะเข็บตรง (ERW) อาชีพช่างม้วนท่อตะเข็บเกลียว (SSAW) อาชีพช่างขึ้นรูปทรงเปิด (open profile) และอาชีพช่างชุบสังกะสีจุ่มร้อน (hot dip galvanizing) โดยโครงการได้จัดทำมาตรฐานวิชาชีพดังกล่าว ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้วนั้น

รายอะเอียดเพิ่มเติมและแบบตอบรับ สามารถคลิกเข้าไปในรูปภาพ

 

 

 

นาวา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. คนใหม่  สานต่อนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

นาวา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. คนใหม่ สานต่อนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

นาวา จันทนสุรคน นั่งประธานคนใหม่ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ประกาศมุ่งยกระดับการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศไทย

ที่ประชุมสามัญประจำปี 2563 ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการกลุ่มฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายนาวา จันทนสุรคน จากบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ให้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก วาระปี 2563-2565 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป แทนนายวิกรม วัชรคุปต์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง

นายนาวา จันทนสุรคน ประธานคนใหม่ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก มีประสบการณ์ทำงานรวม 35 ปี โดยเคยทำงานทั้งในภาคราชการ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และล่าสุดได้มาทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กไทย 14 ปี ปัจจุบันนายนาวา เป็นกรรมการ และผู้บริหารของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อีกทั้ง นายนาวา ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ซึ่งได้ดำเนินงานร่วมกับกลุ่ม 7 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่มีสมาชิกกว่า 470 บริษัท นำเสนอปัญหาและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์และความสามารถในการขับเคลื่อนเชิงสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมในภาพรวม นายนาวา จึงได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก เลือกให้มารับตำแหน่งประธานกลุ่มฯ คนใหม่ในครั้งนี้

นายนาวา ได้ขอบคุณประธานและคณะกรรมการกลุ่มฯ ชุดก่อน และได้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะสานต่อภารกิจในด้านต่างๆ อย่างเต็มความสามารถให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก แม้การบริโภคเหล็กของประเทศไทยจะขยายตัวเล็กน้อยจากปี 2562 ในอัตรา 0.5% เป็นปริมาณ 18.6 ล้านตันในปี 2563 หรือเฉลี่ย 279 กิโลกรัมต่อประชากรหนึ่งคน แต่ในปีถัดๆ ไปน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง หากโครงการก่อสร้างของภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะยาว ที่มีงบประมาณมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ส่งเสริมการใช้สินค้าเหล็กที่ผลิตภายในประเทศได้เป็นลำดับแรก ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการจ้างงานภายในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ภารกิจสำคัญของประธานกลุ่มฯ เหล็กคนใหม่ ในวาระการทำงาน ปี 2563 – 2565

  • ประสานนโยบายและดำเนินงานกับภาครัฐ เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพ และประโยชน์ของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • เสริมบทบาทการเป็นผู้ชี้นำอุตสาหกรรมเหล็กไทยในด้านต่างๆ ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกอุตสาหกรรม โดยมุ่งยกระดับการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ และประโยชน์สูงสุดของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศไทย
  • สร้างพันธมิตรกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลอดจนเครือข่ายต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อร่วมมือพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับทิศทางของการเปลี่ยนแปลง
  • กระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
  • พัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและความพร้อมในอุตสาหกรรมเหล็ก ให้สามารถสานต่อภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลุ่มฯ เข้มแข็งต่อไปอย่างยั่งยืน

ประวัตินายนาวา จันทนสุรคน

  • อายุ 55 ปี
  • การศึกษาสูงสุด : ปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
  • หลักสูตรอื่นๆ :
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรสถาบันกรรมการบริษัทไทย (DCP) รุ่น 104
    • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่น 19
    • หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 57
    • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่น 12
  • การทำงานปัจจุบัน : กรรมการบริษัท และ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส   บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
  • ตำแหน่งอื่นๆ : นายกสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย
X
X