เอกชนเสนอภาครัฐ ดูแลภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จำเป็น เพื่อป้องกันสินค้าขาดแคลนในสถานการณ์วิกฤต COVID-19

เอกชนเสนอภาครัฐ ดูแลภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จำเป็น เพื่อป้องกันสินค้าขาดแคลนในสถานการณ์วิกฤต COVID-19

      

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย          และนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วมงานแถลงข่าวหัวข้อ “แนวทางการดำเนินการและข้อเสนอแนะของภาคเอกชน ที่สนับสนุนมาตรการหยุดยั้งการแพร่กระจายของ COVID-19 ของภาครัฐ” โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเอกชนชั้นนำของไทยร่วมแถลงข่าวผ่านระบบ VDO Conference True Virtual World อาทิ นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส SCG, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี Thai Bev, นายอิสระ ว่องกุศลกิจ กลุ่มมิตรผล, นายศุภชัย เจียรวนนท์ TRUE, นายสนั่น อังอุบลกุล ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และนายชาติศิริ โสภณพนิช ธนาคารกรุงเทพ ณ ห้อง 802 สภาอุตสาหกรรมฯ

โดยภาคเอกชนขอให้ภาครัฐดูแลโรงงานโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นยิ่งยวด Critical Industry and Supply Chain (CISC) และการขนส่งสินค้า (Logistics) เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่จำเป็นขาดแคลน ดังนี้

  • อุตสาหกรรมอาหาร น้ำตาล น้ำมันปาล์ม เครื่องจักรกลการเกษตร การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ พลาสติก แก้วและกระจก เยื่อกระดาษ อลูมิเนียม
  • อุตสาหกรรมยา สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยาง
  • อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งหุ่ม
  • อุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซ พลังงานหมุนเวียน
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ

ธุรกิจที่มีความจำเป็น (Essential) ต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจอย่างรุนแรงสามารถดำเนินการได้ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม, เวชภัณฑ์การแพทย์, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ธนาคาร. ธุรกิจการเกษตร, พลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ต้องป้อนอุตสาหกรรมข้างต้น ช่องทางการจัดจำหน่าย การขนส่งและโลจิสติกส์

ข้อเสนอต่อภาครัฐ

  • ให้ภาครัฐดูแลโรงงานโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นยิ่งยวด Critical Industry and Supply Chain (CISC) และการขนส่งสินค้า (Logistics) เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมดังกล่าวหยุดชะงัก
  • ขอให้งดการจ่ายประกันสังคมสำหรับลูกจ้างและนายจ้าง เป็นระยะเวลา 4 เดือน
  • ให้ภาครัฐเพิ่มเงินช่วยเหลือลูกจ้างที่ว่างงานหรือถูกเลิกจ้างจากเดิมร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 80
  • ขอเลื่อนการจ่ายค่าน้ำและค่าไฟออกไป 4 เดือน
  • ให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า กรณีใช้งบประมาณเพื่อป้องกัน COVID-19
  • ให้ระบบสาธารณูปโภคให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
  • หน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจติดต่อกับภาคเอกชน สามารถให้บริการทางออนไลน์ได้
  • ให้ผู้ขนส่งสินค้าสามารถส่งสินค้าได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค
    ส.อ.ท. ส่งมอบชุด PPE ป้องกัน COVID-19 จำนวน 1,000 ชุด ให้มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว

    ส.อ.ท. ส่งมอบชุด PPE ป้องกัน COVID-19 จำนวน 1,000 ชุด ให้มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว

              วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2563 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ส่งมอบชุดป้องกันและแว่นนิรภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (Personal Protective Equipment: PPE) จำนวน 1,000 ชุด ให้กับมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสมัย ลี้สกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำพิธีมอบให้กับศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ พลอากาศตรีนายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิฯ และศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร รองประธานโครงการอาสาร่วมใจ Fight COVID เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 1219 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อนำไปให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้งานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

    ส.อ.ท. บริจาคชุด PPE 1,000 ชุด ให้มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ใช้ป้องกัน COVID-19

    ส.อ.ท. บริจาคชุด PPE 1,000 ชุด ให้มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ใช้ป้องกัน COVID-19

    วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสมัย ลี้สกุล รองประธาน ส.อ.ท. และนายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธาน ส.อ.ท. มอบชุดป้องกันและแว่นนิรภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (Personal Protective Equipment: PPE) จำนวน 1,000 ชุด ให้กับมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ โดยมีศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ พลอากาศตรีนายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ และศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร รองประธานโครงการอาสาร่วมใจ Fight COVID เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุม 1219 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อนำไปให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้งานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19

    ส.อ.ท. แนะผู้ประกอบการวางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจรับมือ COVID-19

    ส.อ.ท. แนะผู้ประกอบการวางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจรับมือ COVID-19

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมแผนรับมือสำหรับภาคอุตสาหกรรมในสถานการณ์  การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำสมาชิกและผู้ประกอบการให้วางแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดการสัมผัสที่เป็นสาเหตุหลักการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

              นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ที่มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส.อ.ท. จึงได้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารวาระเร่งด่วนเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงผลกระทบที่มีต่อภาคอุตสาหกรรม และแนวทางการบริหารธุรกิจในสภาวะวิกฤติให้มีความต่อเนื่อง โดยได้ข้อสรุปออกมา 6 ข้อหลัก ดังนี้ 1) จัดเตรียมแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) โดยการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานภายใต้สภาวะฉุกเฉิน เช่น การปฏิบัติงานจากบ้าน (Work from home) 2) สื่อสารและให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความตื่นตระหนก โดยเน้นการสื่อสารกับพนักงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ 3) จัดสรรแยกกลุ่มพนักงานเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยออกเป็น 2 กลุ่ม ลดการพบปะกันโดยตรง และนำ Video Conference มาใช้ในการสนทนาและประชุม 4) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการสัมผัส เช่น ใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้าเข้า-ออกงานแทนการสแกนนิ้วมือ รวมถึงการชำระเงินผ่านการสแกน QR Code 5) ประเมินคู่ค้า วางแผนสำรองและหาแหล่งทดแทนด้วยการตรวจสอบความสามารถในการผลิตและขนส่ง วิเคราะห์ความเสี่ยงด้าน Supply Chain จากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาด และเตรียมหาแหล่งวัตถุดิบสำรองภายในประเทศทดแทน และ 6) ถ่ายโอนความเสี่ยงทางการเงินด้วยประกันภัย ที่สามารถช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ และชดเชยให้บริษัทในกรณีมีบุคลากรหลักเสียชีวิต เป็นต้น

    นอกจากการแนะนำแนวทางการรับมือสำหรับภาคอุตสาหกรรมแล้ว ส.อ.ท. ยังคงมุ่งมั่นดูแลรับผิดชอบสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดเตรียมชุดป้องกันและแว่นนิรภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (Personal Protective Equipment: PPE) จำนวน 1,000 ชุด เพื่อมอบให้กับมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2563 เวลา 09.30 – 11.00 น. ณ ห้องประชุม 1219 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิฯ และพลอากาศตรีนายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา เลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้งานในสถานการณ์   การแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อไป

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. 63 ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน จากผลกระทบเศรษฐกิจรอบด้าน เอกชนเสนอภาครัฐเพิ่มมาตรการควบคุม COVID-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. 63 ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน จากผลกระทบเศรษฐกิจรอบด้าน เอกชนเสนอภาครัฐเพิ่มมาตรการควบคุม COVID-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

              นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อยู่ที่ระดับ 90.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.2  ในเดือนมกราคม 2563 โดยค่าดัชนีฯ ต่ำสุดในรอบ 21 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ทั้งนี้ความเชื่อมั่นที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้ามีสาเหตุจากความกังวลต่อการชะลอตัวและอุปสงค์ และกำลังซื้อที่ซบเซาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้การดำเนินกิจการประสบปัญหาด้านการผลิต การจำหน่าย รวมทั้งการขนส่งสินค้าและการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีนที่มีความล่าช้า ขณะที่ปัญหาภัยแล้งก็ส่งผลกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบการเกษตรลดลง นอกจากนี้การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าในโครงการก่อสร้างของภาครัฐยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างด้วย

              จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,209 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 พบว่า ผู้ประกอบการร้อยละ 65.8 มีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการส่งออกมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกของไทยและภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้คำสั่งซื้อต่างประเทศลดลงทั้งในเดือนปัจจุบันและคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ร้อยละ 48.6 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าทำให้กระทบต่อและการลงทุนภาครัฐ, อัตราแลกเปลี่ยน (บาทต่อดอลลาร์) ในมุมมองผู้ส่งออก ร้อยละ 48.2 และราคาน้ำมัน ร้อยละ 32.1 ตามลำดับ สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในลักษณะทรงตัว ร้อยละ 19.8

              สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลง อยู่ที่ระดับ 98.1 โดยลดลงจาก 99.4  ในเดือนมกราคม 2563 โดยค่าดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 45 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงและกระจายไปทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปโดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจ       ในประเทศเนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้การบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลดลง

              สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเสนอให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการและสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น และขอให้ภาครัฐออกมาตรการเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการในระยะสั้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะยาว เช่น มาตรการทางด้านภาษี

    ยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ก.พ. 63 คลิก Press Release ยอดผลิตรถยนต์ ก.พ. 63

    ส.อ.ท. – กระทรวงอุตฯ เร่งผลิตหน้ากากผ้า 10 ล้านชิ้น รับมือ COVID-19 ภาคเอกชนยืนยันสินค้า-อาหารไม่ขาดตลาดแน่นอน

    ส.อ.ท. – กระทรวงอุตฯ เร่งผลิตหน้ากากผ้า 10 ล้านชิ้น รับมือ COVID-19 ภาคเอกชนยืนยันสินค้า-อาหารไม่ขาดตลาดแน่นอน

     

              วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการผลิตหน้ากากช่วงสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ และผู้แทนจากบริษัทเอกชน อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย, บริษัทในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป, บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด, บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด, บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บิ๊กซี, ท็อปส์, แม็คโคร และ 7-ELEVEN เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 อาคารสำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่หก กรุงเทพฯ

             ดร.สมคิด กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลิตหน้ากากชนิดผ้าจำนวน 10 ล้านชิ้น (ในราคา 5 บาท จำนวน 5 ล้านชิ้น และในราคา 7 บาท จำนวน 5 ล้านชิ้น) ภายในระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งจะให้แจกจ่ายประชาชนเร็วที่สุดภายใน 2 สัปดาห์นี้ ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หารือร่วมกับผู้ประกอบการในด้านการผลิตและการจัดจำหน่าย โดยเบื้องต้นจะมีการจำหน่ายหน้ากากผ้าผ่านร้านสะดวกซื้อ, สถานีบริการน้ำมัน ปตท. และช่องทางอื่นๆ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะไม่ขาดตลาดแน่นอน นอกจากนี้ ขอให้ภาคเอกชนเร่งการผลิตเจลล้างมือ โดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหารือในเรื่องการแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยเบื้องต้นมีบริษัทที่มีความพร้อมในการผลิต อาทิ ปตท., ยูนิลีเวอร์, สหพัฒน์, และ BJC รวมทั้งขอให้ภาคเอกชนพิจารณาระบบขนส่ง (Logistics) การขนส่งสินค้าให้ทั่วถึง และการเปิดช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์ให้กับประชาชน และที่สำคัญขอให้ภาคเอกชนร่วมมือกันชะลอการเลิกจ้างและดูแลพนักงานเพื่อลดความเป็นไปได้ในการแพร่กระจายของ COVID-19 ทั้งนี้ ภาครัฐจะรับประเด็นไปพิจารณา อาทิ การทบทวนอัตราภาษีนำเข้าหน้ากากอนามัย เป็นต้น

              นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จัดเตรียมหน้ากากผ้า 1 แสนชิ้น เพื่อมอบให้กับ 10 โรงพยาบาลรัฐ และเตรียมอีก 2 แสนชิ้นเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศในราคาต้นทุนเพียง 5 บาท ขณะนี้กำลังเร่งส่งมอบและจำหน่ายโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ได้ประสานสมาชิกผู้ผลิตเอทานอล 26 ราย เพื่อขอความร่วมมือในการเร่งผลิตเอทานอลจำนวน 300,000 ลิตร รวมมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อนำไปบริจาคให้โรงพยาบาลที่มีความจำเป็นต้องใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดหาบรรจุภัณฑ์ และแนวทางการแจกจ่าย นอกจากนี้ยังกล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่มมีทั้งหมด 53,642 โรงงาน แบ่งออกเป็นโรงงานแปรรูปผลิตผลทางเกษตรเบื้องต้น 43,725 โรงงาน โรงงานแปรรูปอาหาร 9,102 โรงงาน โรงงานผลิตเครื่องดื่ม 815 โรงงาน มีมูลค่าการผลิตอาหารราว 3 ล้านล้านบาทต่อปี จำหน่ายในประเทศประมาณ 2 ล้านล้านบาทต่อปี และส่งออกต่างประเทศประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี และหากแยกประเภทผลิตภัณฑ์ที่ประชาชนมีความต้องการในช่วงสภาวะการแพร่ระบาดของ COVID-19 ประกอบด้วย 1.ข้าวสาร ผลผลิตข้าวในประเทศมีปริมาณ 18.72 ล้านตันข้าวสาร โดยมีความต้องการใช้ในประเทศ 11.5 ล้านตัน แบ่งออกเป็นการใช้บริโภคในประเทศ 8.66 ล้านตันข้าวสาร ใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป 1.56 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งนับว่ามีสัดส่วนการผลิตและความต้องการใช้มีปริมาณเพียงพอ 2.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กำลังการผลิต 10 ล้านซองต่อวัน และสามารถผลิตเพิ่มได้ถึง 15 ล้านซองต่อวัน กำลังการผลิต (ต่อเดือน) 2.95 หมื่นตัน กำลังการผลิตที่ใช้ไป 79% 3. ปลากระป๋อง กำลังการผลิต (ต่อเดือน) 22,679 ตัน กำลังการผลิตที่ใช้ไป 50% 4. น้ำดื่ม กำลังการผลิต (ต่อเดือน) 444 ล้านลิตร กำลังการผลิตที่ใช้ไป 67% 5.ซอสปรุงรสต่าง ๆ กำลังการผลิต (ต่อเดือน) 7.9 ล้านลิตร กำลังการผลิตที่ใช้ไป 96% ดังนั้น จึงขอยืนยันว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการในประเทศแน่นอน

     

     

     

    X
    X