ส.อ.ท. ส่งเสริมการค้าการลงทุนในปากีสถาน

ส.อ.ท. ส่งเสริมการค้าการลงทุนในปากีสถาน

21 กุมภาพันธ์ 2563 คุณสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณอัชณา ลิมป์ไพฑูรย์ เลขาธิการสายงานความร่วมมือระหว่างประเทศ และคุณมิ่งพันธ์ ฉายาวิจิตรศิลป์ กรรมการสายงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับ H.E. Mr. Asim Iftikhar Ahmad เอกอัครราชทูตปากีสถานประจำประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Muhammad Farukh Sharif ทูตพาณิชย์ปากีสถาน โดยเอกอัครราชทูตปากีสถานได้แสดงความยินดีกับสภาอุตสาหกรรมฯ ในโอกาสพิธีเปิดสำนักงานแห่งใหม่ ณ ห้องมงคลสุธี ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมฯ

ทั้งนี้ ได้ร่วมหารือกันในประเด็นโอกาสการลงทุนในปากีสถาน โดยเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และแนวระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor: CPEC) รวมทั้งนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุน ซึ่งประเทศปากีสถานเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีจำนวนประชากรมากกว่า 200 ล้านคน ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเป็นประตูสู่เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และประเทศจีน มีเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ และ 3 เมืองหลักของปากีสถาน ได้แก่ อิสลามาบัด การาจี และลาฮอร์ โดยสภาอุตสาหกรรมฯ เล็งเห็นว่าปากีสถานเป็นประเทศที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าไปลงทุน โดยสภาอุตสาหกรรมฯ จะสนับสนุนการจัดสัมมนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดปากีสถานให้กับสมาชิก รวมทั้งพิจารณาการจัดคณะนักธุรกิจเดินทางเยือนปากีสถานในโอกาสต่อไป

ส.อ.ท. – ก.อุตฯ หารือความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม

ส.อ.ท. – ก.อุตฯ หารือความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม

 

20 กุมภาพันธ์ 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับ นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-1/2563 โดยที่ประชุมได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการแต่งตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้อง 802 ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมฯ

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ม.ค. 63 ยังต่ำกว่าระดับ 100 อยู่ที่ 92.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 91.7 ของ ธ.ค. 62  จากการเร่งผลิตสินค้า-ตรุษจีน-สงครามการค้าคลี่คลาย

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ม.ค. 63 ยังต่ำกว่าระดับ 100 อยู่ที่ 92.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 91.7 ของ ธ.ค. 62 จากการเร่งผลิตสินค้า-ตรุษจีน-สงครามการค้าคลี่คลาย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2563 อยู่ที่ระดับ 92.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.7 ในเดือนธันวาคม 2562 แต่ค่าดัชนีฯ ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับที่ไม่ดี ทั้งนี้ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการกลับมาเร่งปริมาณการผลิตหลังจากติดวันหยุดต่อเนื่องในเดือนธันวาคม ทำให้ทุกองค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ทั้งดัชนีฯ ยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ขณะเดียวกัน สินค้าที่ใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และฝุ่น PM 2.5 มียอดขายเพิ่มขึ้น อาทิ สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องมือแพทย์ ยา และเคมีเพื่อการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ รวมถึงกลุ่มเยื่อและกระดาษจากความต้องการใช้หน้ากากอนามัยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ช่วงเทศกาลตรุษจีนยังส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่สงครามการค้าเริ่มคลี่คลายลงจากการที่สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงการค้าเฟสที่ 1 และการขยายตลาดส่งออก ส่งผลดีต่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนภาครัฐและการจ้างงาน ขณะที่ภัยแล้งยังส่งผลต่อกำลังซื้อในภาคเกษตร

จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,210 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนมกราคม 2563 พบว่า ผู้ประกอบการร้อยละ 46.0 มีความกังวลถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจโลกร้อยละ 64.6, อัตราแลกเปลี่ยน (บาทต่อดอลลาร์) ในมุมมองผู้ส่งออกร้อยละ 55.1, ราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 35.5 และ 19.9 ตามลำดับ

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 99.4 โดยลดลงจาก 100.1 ในเดือนธันวาคม 2562 โดยค่าดัชนีต่ำที่สุดในรอบ 44 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการชะลอตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคเกษตรจากปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวการส่งออกและเศรษฐกิจในประเทศ

สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเสนอให้ภาครัฐยกเว้นการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมของลูกจ้างและผู้ประกอบการ SMEs เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ม.ค. 63 คลิก ยอดผลิตรถยนต์ มกราคม 63

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)ต่อภาคอุตสาหกรรม คลิก ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

รองประธาน ส.อ.ท. บรรยายหัวข้อ “มุมมองภาวะเศรษฐกิจไทย ปี​ 2563”

รองประธาน ส.อ.ท. บรรยายหัวข้อ “มุมมองภาวะเศรษฐกิจไทย ปี​ 2563”

19​ กุมภาพันธ์​ 2563 คุณเกรียงไกร​ เธียรนุกุล​ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ ให้เกียรติบรรยายพิเศษหัวข้อ​ “มุมมองภาวะเศรษฐกิจไทย ปี​ 2563″​ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี​ 2563​ และการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง​ วาระปี​ 2563​ -​ 2565​ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุรศักดิ์​ เจริญศิริโชติ​ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ณ​ ห้องสร้อยทอง​ โรงแรมโกลเด้น​ ซิตี้​ จังหวัดระยอง

ส.อ.ท. จับมือ 14 องค์กรพันธมิตร ยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทย

ส.อ.ท. จับมือ 14 องค์กรพันธมิตร ยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทย

19 กุมภาพันธ์ 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เกียรติร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง MOU “พันธมิตรระบบราง สร้างสรรค์อุตสาหกรรมระบบรางไทย” ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือทั้งหมด 14 หน่วยงาน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระบบรางให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบรางของประเทศและมาตรฐานสากล โดยมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคารสโมสรและหอประชุม กระทรวงคมนาคม กรุงเทพฯ

สำหรับสาระสำคัญในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมแสดงพลังในการเป็นพันธมิตรสนับสนุนนโยบายการผลิตชิ้นส่วนระบบรางในประเทศ (local content) เพื่อทดแทนการนำเข้า โดยหน่วยงานภาครัฐร่วมกันส่งเสริมภาคเอกชนทั้งด้านมาตรฐาน ข้อบังคับ การทดสอบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมการผลิตบุคลากรสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมระบบราง ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบ 4 ฝ่าย (Quadruple Helix) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และประชาสังคม การร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายความมือแบบ 4 ฝ่ายต่อไป

X
X