ส.อ.ท. ร่วมมือ DGA จัดทำ Big Data ภาคเอกชน

ส.อ.ท. ร่วมมือ DGA จัดทำ Big Data ภาคเอกชน

สภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมมือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) จัดทำ Big Data และ Digital Services Transformation ภาคเอกชน หวังเชื่อมแหล่งข้อมูลภาครัฐ พัฒนาและวิเคราห์ข้อมูลร่วมกัน ณ ห้อง Passion 802 ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมฯ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government Development Agency: DGA) และคณะผู้บริหาร เพื่อเข้าร่วมประชุมหารือการจัดทำ Big Data และ Digital Services Transformation ภาคเอกชน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1) การจัดทำ Big Data ภาคเอกชน โดยให้ภาคอุตสาหกรรมกำหนดโจทย์ที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น แนวโน้มธุรกิจของ 45 กลุ่มอุตสาหกรรม, Real Time Economic Dashboard (รายเดือน/ปี) และข้อมูลโครงการเกษตร 2 ล้านไร่ เป็นต้น หลังจากนั้น DGA จะช่วยสนับสนุนการเชื่อมแหล่งข้อมูลภาครัฐ (Data Source) วิเคราะห์ข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลร่วมกัน

2) การจัดทำ Digital Services Transformation ภาคเอกชน อาทิ ระบบยืนยันตัวบุคคลผู้ใช้บริการ Online (eKYC), นิติบุคคลสำหรับการรับส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (PKI) eg. eTax Invoice, eFiling งบการเงิน รวมทั้งการยื่นขอ/ต่ออายุใบอนุญาตภาครัฐออนไลน์

ส.อ.ท.หารือทูตออสเตรเลียยกระดับการค้าการลงทุน ผลักดันการจัดทำหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ส.อ.ท.หารือทูตออสเตรเลียยกระดับการค้าการลงทุน ผลักดันการจัดทำหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมให้การต้อนรับ H.E. Mr. Allan James McKinnon และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ณ ห้อง PFP (1011) สภาอุตสากรรมแห่งประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายร่วมหารือแนวทางการเสริมสร้างโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ออสเตรเลียเสนอให้มีการผลักดันการจัดทำหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ในระดับรายสาขาภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ ด้านสุขภาพ ด้าน E-Commerce และพลังงานทดแทน การขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาคผ่านความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่จะลงนามให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) การทบทวนการและการพัฒนาความร่วมมือด้านการขยายพันธุกรรมทางปศุสัตว์ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) รวมถึงข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) โดยเฉพาะการจัดทำความร่วมมือด้านดิจิทัลและบริการ และมาตรการการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ที่ได้สภาอุตสาหกรรมฯได้เสนอต่อภาครัฐ

กกร. จัดเสวนา CPTPP หวังสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วน เน้นชาติได้ประโยชน์สูงสุด

กกร. จัดเสวนา CPTPP หวังสร้างความเข้าใจทุกภาคส่วน เน้นชาติได้ประโยชน์สูงสุด

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดเวทีเสวนา CPTPP ถกผลประโยชน์ชาติ สร้างความเข้าใจให้ทุกภาคส่วน พิจารณาผลได้เสีย กระบวนการ ขั้นตอน และระยะเวลาสำหรับการเข้าร่วมเจรจาความตกลง CPTPP หวังประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การพิจารณาเข้าร่วมเจรจา CPTPP นั้น นอกจากประโยชน์ที่ไทยจะได้รับแล้ว จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบด้านด้วย กกร. จึงได้จัดงานเสวนาเรื่อง “ความตกลง CPTPP ประโยชน์ ผลกระทบ และ ประสบการณ์จากประเทศภาคี” เพื่อรับทราบข้อมูล ประสบการณ์ และแนวทางที่เป็นประโยชน์ รวมถึงมาตรการรองรับผลกระทบจากผู้แทนประเทศภาคี CPTPP ตลอดจน กระบวนการเจรจา ขั้นตอน และแนวทางการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

นายปรีดี กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร. หวังว่า ข้อคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้เสวนาในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อมุมมองของภาคธุรกิจเอกชน มีความเข้าใจในเชิงลึก และนำไปสู่การพิจารณาที่ถูกต้องในเรื่อง CPTPP ต่อไป
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดสัมมนา CPTPP ครั้งนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นให้ได้รับฟังว่าการเข้าร่วม CPTPP แล้วไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนและต้องตัดสินใจให้เร็วว่าไทยจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม “วันนี้จะร่วมฟังความคิดเห็นด้วยความจริง ซึ่งเราเข้าไปร่วมเจรจาไม่ใช่ไปร่วมในคณะฯ เป็นเรื่องที่คิดว่าเป็นจุดที่ดีที่ไทยสามารถเข้าร่วมเจรจาได้” นายกลินท์กล่าว

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.ได้จัดตั้งคณะทำงานโดยมีนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำหน้าที่ศึกษาถึงผลกระทบ ข้อเท็จจริง รวมทั้งประเด็นที่ดีและไม่ดีต่างๆ สำหรับประเด็นที่ไม่ดีต้องกลับมาศึกษาว่าสามารถเจรจาต่อรองได้หรือไม่ หากไทยได้เข้าร่วมในฐานะผู้ก่อตั้ง จะช่วยให้มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎกติกาให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากที่สุดได้ และมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทด้านเศรษฐกิจโลกพอสมควร โดยเฉพาะในอาเซียน แต่ยังกังวลในเรื่องเกษตร เมล็ดพันธุ์พืช และยา ที่ต้องมาทำความเข้าใจว่ากฎบัตรของ CPTPP ครอบคลุมลึกมากน้อยแค่ไหน ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมองสิ่งที่เราได้เปรียบ เช่น การเกษตรที่สามารถวิจัยและพัฒนาได้ เป็นต้น

สำหรับผู้เข้าร่วมงานเสวนาในวันนี้ประกอบด้วยผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และ ผู้แทนจากประเทศสมาชิก CPTPP ในการที่จะหารือถึงประเด็นที่สำคัญในบริบทของ CPTPP อาทิ Mrs.Tran Thi Thanh My (เจิ่น ถิ แทง มี) Commercial Counsellor, Trade Office – Vietnam Embassy in Thailand, Mr.Hugh Robilliard (ฮิ้วจ์ โรบิลลิอาร์ด) Acting Deputy Head of Mission, Australian Embassy in Bangkok, Mr. Ryohei Gamada, (เรียวเฮ กามาดะ) Senior Economist, The Japan External Trade Organization (JETRO), นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นางวิลาวรรณ มังคละธนะกุล อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Mrs. Tran Thi Thanh My (เจิ่น ถิ แทง มี) ที่ปรึกษาการพาณิชย์ จากสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย กล่าวในการเสวนาว่า ในประเทศสมาชิก CPTPP เวียดนามยังไม่มี FTA กับ 3 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก และเปรู ภายหลังเข้าร่วม CPTPP ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 500 ล้านคนแล้ว เวียดนามคาดว่า CPTPP จะช่วยส่งเสริมการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าสิ่งทอ อาหารทะเล และสินค้าเกษตร เวียดนามยังคาดหวังว่า CPTPP จะทำให้ภาคการบริการและการลงทุนเติบโตขึ้น มีบรรยากาศการค้าและการลงทุนใหม่ๆ เข้ามา สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดคือ ภายหลังการเข้า CPTPP แล้ว เวียดนามมีมูลค่าการค้าเกินดุลกับทุกประเทศ ยกเว้น ออสเตรเลีย โดยเวียดนามจะพยายามให้ข้อมูลและความรู้ในการใช้ประโยชน์จาก CPTPP แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น ทั้งนี้ CPTPP อาจส่งผลกระทบทางลบแก่สินค้าบางประเภท เช่น ยานยนต์ เกษตร สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

Mr. Hugh Robilliard (ฮิ้วจ์ โรบิลลิอาร์ด) รักษาการอัครราชทูตที่ปรึกษา สถานทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย กล่าวว่า CPTPP ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว การส่งออกของออสเตรเลียมีตัวเลขที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่ออสเตรเลียยังไม่เคยมี FTA ด้วยอย่างแคนาดาและเม็กซิโก โดยออสเตรเลียคาดหวังว่าจะสามารถส่งออกสินค้าที่มีศักยภาพอย่างเช่นน้ำตาล รวมถึง การส่งออกภาคบริการอย่างเช่น ด้านการศึกษา ซึ่งในการประเมินช่วง 1 ปีที่ผ่านมาที่ออสเตรเลียเข้าร่วม CPTPP นั้น ยังมองไม่เห็นภาพการเติบโตทางการค้าที่ชัดเจนมากนัก แต่คาดว่าหลังจากนี้ การค้าการลงทุนจะมีแนวโน้มที่เติบโตมากขึ้น สำหรับผลกระทบจากการเข้าร่วมเจรจา CPTPP กล่าวได้ว่า จะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่แต่ละประเทศต้องสร้างความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในประเทศของตนเอง โดยออสเตรเลียแสดงความยินดีที่ไทยจะพิจารณาเข้าร่วมเจรจา CPTPP โดยให้ความเห็นว่า การที่จะทำให้เกิดการยอมรับ CPTPP ควรให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลการเจรจา การสังเคราะห์ข้อบทต่างๆ ในภาษาที่เข้าใจง่าย และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วนยอมรับการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP

Mr. Ryohei Gamada (เรียวเฮ กามาดะ) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส (เอเชีย) จาก JETRO กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีการวิเคราะห์อย่างเป็นทางการว่า CPTPP ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นปีที่ผ่านมาเติบโต 1.5% หรือคิดเป็น 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยญี่ปุ่นมองว่าการเข้าร่วม CPTPP ทำให้ญี่ปุ่นมีประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแคนาดา และนิวซีแลนด์ ที่ญี่ปุ่นยังไม่มี FTA ร่วมกัน หากเมื่อเทียบกับกรอบ FTA ที่ญี่ปุ่นมีกับไทย (JTEPA) หรือญี่ปุ่นกับอาเซียน (AJCEP) พบว่า CPTPP มีอัตราการลดภาษีที่ครอบคลุมมากกว่า อีกทั้ง ในเรื่องการรวบรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร CPTPP มีกลไกที่ดีกว่า ในส่วนของผลกระทบด้านลบ ภาคเกษตรคือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาโดยการเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานการผลิต รวมทั้งการมี FTA หลายอันอาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการใช้แบบฟอร์มต่างๆ ได้ โดยญี่ปุ่นมีการทำ CPTPP Guideline เพื่อให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดสัมมนาทั่วประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจ CPTPP มากขึ้น

…………………………………………………………………….

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน กกร.
โทร. 02-018-6888 ต่อ 4220, 4230

ส.อ.ท. เข้าพบเอกอัครราชทูตเยอรมนีหารือแนวทางดำเนินธุรกิจหลัง COVID-19

ส.อ.ท. เข้าพบเอกอัครราชทูตเยอรมนีหารือแนวทางดำเนินธุรกิจหลัง COVID-19

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล และนายชาติชาย พานิชชีวะ รองประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ได้รับเชิญร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ ฯพณฯ เกออร์ก ชมิดท์ (H.E. Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย พร้อมด้วย Mr. Jan Scheer อัครราชทูต และ Dr. Alexander Raubold ที่ปรึกษาทูตฝ่ายเศรษฐกิจ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลากหลายประเด็น อาทิ สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยและเยอรมนี มาตรการการควบคุมโรค แนวทางการฟื้นฟูภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ประเด็นเศรษฐกิจโลก โอกาสในด้านการส่งเสริมการค้าการลงทุน และความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมระหว่างทั้งสองประเทศ

เชิญรับชม “ข่าวดี๊ดีกับพี่คำรณ”

📣 เชิญรับชม “ข่าวดี๊ดีกับพี่คำรณ”

📌ส.อ.ท. และเครือข่ายสร้างเม็ดเงินมากกว่าครึ่งของ GDP ประเทศ โควิด-19 ระบาด เขาส่งตู้ปันสุขช่วย74 จังหวัด นะ จะบอกให้

📍ออกอากาศเมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2563 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3HD เวลา 05.27 น. เด้อ…ซิบอกไห่

 

กกร.หั่น GDP ปี 63 เหลือ -8% ถึง -5% ห่วงอัตราว่างงานพุ่งเกิน 1%

กกร.หั่น GDP ปี 63 เหลือ -8% ถึง -5% ห่วงอัตราว่างงานพุ่งเกิน 1%

สรุปประเด็นแถลงข่าว

  • ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2563 แม้ภาครัฐทยอยคลายล็อกให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาเปิดดำเนินการ แต่เครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะหดตัว จากกำลังซื้อที่อ่อนแอของครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่งผลต่อบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะเดียวกัน การส่งออกและการท่องเที่ยวยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยและสถานการณ์โควิดในต่างประเทศที่ยังไม่ยุติ ทิศทางดังกล่าว คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 หดตัวลงลึกสู่อัตราเลขสองหลัก
  • ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากการระบาดของไวรัสโควิดในบางประเทศที่ยังรุนแรง ซึ่งจะทำให้การเปิดพรมแดนระหว่างประเทศของไทยคงเกิดขึ้นอย่างจำกัด ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่ แรงฉุดจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และประเทศอื่นๆ ตลอดจนเงินบาทที่แข็งค่า อาจยังกดดันการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหมวดสินค้าไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
  • ทั้งนี้ มาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด ควบคู่กับแรงขับเคลื่อนจากกลไกภาครัฐผ่านการอนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จะเข้ามาช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ทยอยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด อย่างไรก็ตาม การกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจคงต้องใช้เวลา และจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
  • ดังนั้น ที่ประชุม กกร. จึงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงข้างหน้า ขณะที่ล่าสุดทั้ง IMF และธปท. ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ลงมาที่ -7.7% และ -8.1% ตามลำดับ ทั้งนี้ จากทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังมีประเด็นท้าทายอยู่มากดังกล่าว ในการประชุมรอบนี้ กกร. จึงได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ลงมาเป็น -8.0% ถึง –5.0% (จากเดิม -5.0% ถึง -3.0%) ขณะที่ปรับลดกรอบประมาณการการส่งออกมาเป็น -10.0% ถึง -7.0% (จากเดิม –10.0% ถึง –5.0%) และปรับลดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมาที่ -1.5% ถึง -1.0% (จากเดิม -1.5% ถึง 0.0%)

กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2563 ของ กกร.

%YoY ปี 2562

ปี 2563

(ณ พ.ค. 63)

ปี 2563

(ณ ก.. 63)

GDP 2.4 -5.0% ถึง -3.0% 8.0% ถึง 5.0%
ส่งออก -2.7 -10.0% ถึง -5.0% -10.0% ถึง 7.0%
เงินเฟ้อ 0.7 -1.5% ถึง 0.0% -1.5% ถึง -1.0%

 

  • นอกจากการทบทวนกรอบประมาณการในปี 2563 แล้ว ที่ประชุม กกร. มีความเป็นห่วงเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าในอัตราที่เร็วกว่าสกุลเงินภูมิภาคในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และยังมีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกในระยะข้างหน้า จากเงินดอลลาร์ฯที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อ่อนแอกว่าคาดและการดำเนินนโยบายอัดฉีด QE ของสหรัฐฯ
  • ทั้งนี้ กกร. กำหนดจัดงานเสวนา “ความตกลง CPTPP ประโยชน์ ผลกระทบ และประสบการณ์จากประเทศภาคี” วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ในหัวข้อ “กระบวนการ ขั้นตอน และระยะเวลาสหรับการเข้าร่วมเจรจาความตกลง CPTPP ของประเทศไทย และบทบาทและทิศทางของประเทศไทยในเวทีการค้าพหุภาคี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบข้อมูล ประสบการณ์ และแนวทางที่เป็นประโยชน์ รวมถึงมาตรการรองรับผลกระทบจากผู้แทนประเทศภาคี CPTPP ตลอดจน กระบวนการเจรจา ขั้นตอน และแนวทางการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • นอกจากนี้ กกร.ได้ร่วมหารือรับมอบนโยบาย จากรองนายกสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน SME อย่างทั่วถึง โดยมี 1) กองทุน 50,000 ล้านบาท โดย สสว. เป็นผู้จัดตั้งกองทุน 2) การเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในกลุ่ม SME ซึ่งทั้งกลุ่มจะเตรียมนำเสนอ ครม. ในวันอังคารที่  7 กรกฎาคม 2563 หากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะสามารถดำเนินการภายในเดือนสิงหาคม 2563 ทั้งนี้ กกร. ขอขอบคุณรัฐบาลที่เพิ่มมาตรการให้ความช่วยเหลือ SME ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้

 

          นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมองว่ากว่าเศรษฐกิจในประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอาจจะใช้เวลาถึง 2 ปี จึงอยากให้สถาบันการเงินขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ออกไปเป็นเวลา 2 ปี จากปัจจุบันผ่อนปรนให้เป็นเวลา 6 เดือน ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ เพื่อช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการ เพราะในระยะต่อไปน่าเป็นห่วงว่าหากมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินในกลุ่มต่างๆ สิ้นสุดลง แต่ผู้ประกอบการยังไม่ฟื้นกลับมาสู่ภาวะปกติได้ จะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานสูงขึ้นอีก และภาครัฐจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินจากแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาท เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น แม้ภาครัฐจะคลายล็อกระยะที่ 5 แล้ว แต่ภาคต่างประเทศยังไม่สามารถกลับมาได้เป็นปกติเหมือนก่อนโควิด-19 จึงไม่อยากให้ทุกฝ่ายตื่นตระหนกเรื่องการติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรายวัน จนไม่สามารถปลดล็อกประเทศได้ เพราะภาคเอกชนไม่อยากให้มีการล็อกดาวน์เกิดขึ้นรอบสอง สำหรับการคาดการณ์ของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ที่คาดว่าจำนวนคนว่างงานในช่วงไตรมาส 1/2563 ของไทยว่ามีจำนวนคนว่างงานกว่า 8.3 ล้านคน เห็นว่าเป็นการประเมินที่สูงเกินไป อัตราการว่างงานของไทยไม่ได้มีมากตามที่เวิลด์แบงก์คาดการณ์ มองว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินในกรณีที่ไทยยังไม่ปลดล็อกระยะที่ 5 และตอนนี้ไทยมีอัตราว่างงานประมาณ 1% จากจำนวนแรงงานทั้งหมด

X
X